ข้าวหอมมะลิระยะเม่า จับมือเอกชนยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร
02 Jun 2026
สถาบันวิจัยและพัฒนา ม.ราชภัฏนครราชสีมา ขับเคลื่อนนวัตกรรม “ข้าวหอมมะลิระยะเม่า”และผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย สู่เชิงพาณิชย์ จับมือภาคเอกชนยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน
.
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วาสนา ภานุรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรวิชญ์ คำเจริญ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และนางสาวนวรัตน์ จันทะสด เจ้าหน้าที่วิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนา ได้เข้าหารือข้อตกลงความร่วมมือการนำผลงานวิจัยไปใช้ต่อยอดเชิงพาณิชย์ กับ บริษัท เวริทรานส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และมูลนิธิออมไทย นำโดย คุณคมกฤช จูตะกานนท์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งมีเจตนารมณ์การดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อร่วมกันวางกรอบแนวทางและกลยุทธ์ในการขยายผลงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
.
สำหรับการบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความสำเร็จของนักวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในการพัฒนารูปแบบ “นวัตกรรมการผลิตข้าวหอมมะลิระยะเม่าเพื่อสุขภาพ” จนกระทั่งได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) และรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ The 51st International Exhibition of Inventions Geneva 2026 ณ สมาพันธรัฐสวิส ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการประกาศศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาของ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และประเทศไทยในระดับสากล เท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยขั้นต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Functional Food) โดยความโดดเด่นของนวัตกรรมนี้ คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการเก็บรักษาและคงสภาพคุณค่าทางโภชนาการของข้าวหอมมะลิในช่วง “ระยะเม่า” หรือระยะน้ำนม ซึ่งเป็นระยะเจริญเติบโตที่เมล็ดข้าวมีความสมบูรณ์ทางชีวภาพสูงสุด โดยเฉพาะสารโฟเลต (Folate) ธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญในการบำรุงระบบประสาทและสมอง ซึ่งเหมาะสมต่อกลุ่มเยาวชน ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ และสารกาบา (GABA) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารสื่อประสาท ช่วยลดภาวะความเครียดและส่งเสริมประสิทธิภาพการนอนหลับ โดยการหารือเพื่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานให้แก่ภาคธุรกิจและการผลิตภาคเกษตรกรรม ด้วยการบริหารจัดการพื้นที่เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์รวมกว่า 2,000 ไร่ ครอบคลุม 8 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยอื่นๆ อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านกลยุทธ์การสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ (Storytelling) ที่มีฐานรากจากงานวิจัย ตลอดจนเป็นแบบแผนการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวนาภาคอีสานให้มีความยั่งยืนต่อไป